การเมือง

โลกปั่นป่วน พลังงานผันผวน : สำรวจอนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทยภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โลกปั่นป่วน พลังงานผันผวน : สำรวจอนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทยภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

NewsFresh Editorial March 16, 2026 at 10:51 AM 12 ครั้ง
โลกปั่นป่วน พลังงานผันผวน : สำรวจอนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทยภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
โลกปั่นป่วน พลังงานผันผวน : สำรวจอนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทยภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังเขย่าตลาดพลังงานโลกจนส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อีกทั้งยังตอกย้ำให้เห็นว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ทำให้ ‘พลังงาน’ กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงตั้งแต่เศรษฐกิจโลก การค้า การท่องเที่ยว ไปจนถึงค่าไฟฟ้าในชีวิตประจำวันของคนไทย ขณะเดียวกัน วิกฤตดังกล่าวยังสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้า ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะรับมือกับความผันผวนของโลกที่ทวีความไม่แน่นอนได้อย่างไร วันโอวัน ชวนร่วมค้นหาคำตอบว่า ประเทศไทยควรปรับตัวอย่างไรในโลกที่ความเสี่ยงด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร, รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende และ อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) เพื่อสะท้อนมุมมองร่วมกันว่า วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังเป็น ‘จุดตัดสำคัญ’ ที่จะกำหนดทิศทางระบบพลังงานของประเทศในอนาคต ตั้งแต่โครงสร้างราคาพลังงาน การพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน หมายเหตุ: เก็บความส่วนหนึ่งจากวงเสวนา ‘อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่’ โดย JustPow ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เริ่มต้นด้วยการชี้ว่าผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยได้สามด้านหลัก ซึ่งทั้งสามด้านล้วนมีปัจจัยร่วมเดียวกันคือ ‘ราคาพลังงาน’ ได้แก่ 1. การท่องเที่ยว ปี 2569 ถือเป็นปีที่ประเทศไทยคาดหวังว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นย่อมทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นและอาจกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ 2. การค้าโลก การค้าโลกเป็นอีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทย ภายหลังความขัดแย้งพบว่าค่าระวางเรือและค่าประกันภัยการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่บรรยากาศ (sentiment) ทางการค้าระหว่างประเทศก็มีความไม่แน่นอนมากขึ้น แม้ในปีก่อนการส่งออกของไทยจะขยายตัวในระดับสองหลักท่ามกลางสถานการณ์การขึ้นภาษี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอาจทำให้การค้าชะลอตัวลงได้ 3. การบริโภคภายในประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างมาก ที่น่าสนใจคือบางประเทศที่ไม่ได้ผลิตน้ำมันเช่นกันกลับมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันต่อ GDP ต่ำกว่าไทย ตัวเลขนี้จึงอาจสะท้อนว่าประเทศไทยใช้พลังงานในการสร้าง GDP หนึ่งหน่วยอย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร อีกทั้งไทยยังนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางราวร้อยละ 58 ของการนำเข้าทั้งหมด ทำให้ความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลต่อรายได้และค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าในลักษณะ ‘อุปสงค์ไม่ยืดหยุ่น’ (inelastic demand) กล่าวคือแม้ราคาพลังงานจะสูงขึ้น แต่ผู้บริโภคก็ไม่สามารถลดการใช้ลงได้มากนัก “โดยปกติเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้คนมักตื่นเต้นกับเหตุการณ์ความขัดแย้งและมักกล่าวว่าโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ในความเป็นจริง หากเหตุการณ์นั้นไม่ได้ส่งผลต่อ ราคาหรือปริมาณของพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมักไม่รุนแรงนัก” พิพัฒน์กล่าว เขายกตัวอย่างกรณีที่สหรัฐอเมริกาดำเนินปฏิบัติการจับกุมนิโกลัส มาดูโร ในเวเนซุเอลา ซึ่งสร้างความตกใจให้กับหลายฝ่ายและถูกมองว่าอาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากนัก ทว่า สถานการณ์สงครามครั้งนี้แตกต่างออกไป เนื่องจากอิหร่านได้ปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนอย่างน้อยร้อยละ 20 ของการผลิตและการใช้น้ำมันทั่วโลก โดยที่ช่องแคบดังกล่าวถือเป็น chokepoint หรือช่องทางยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก หลังจากเกิดสถานการณ์นี้ ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30-40 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากผลกระทบด้าน ‘ราคาพลังงาน’ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นอย่าง ‘ปริมาณพลังงาน’ ที่อาจเกิดการขาดแคลนด้วย โดยเขายกตัวอย่างว่าโรงงานปิโตรเคมีบางแห่งเริ่มได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ ขณะเดียวกัน ‘ปุ๋ยยูเรีย’ ซึ่งซาอุดีอาระเบียเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสำคัญที่ประเทศไทยนำเข้าก็เริ่มขาดตลาด โดยที่เขาย้ำว่า หากสงครามครั้งนี้ยุติลงได้เร็ว ปัญหาดังกล่าวก็มีแนวโน้มคลี่คลายได้ค่อนข้างรวดเร็ว แม้อาจต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งในการฟื้นตัวของระบบการผลิตและการขนส่ง แต่ก็หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในเวลาไม่นานนัก สำหรับฉากทัศน์ของสงครามที่อาจเกิดขึ้นได้นั้น พิพัฒน์มองว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น สามฉากทัศน์หลัก ซึ่งแต่ละฉากทัศน์จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ฉากทัศน์แรกคือ ‘สงครามจบเร็ว’ โดยที่พิพัฒน์อธิบายเพิ่มว่า หากความขัดแย้งคลี่คลายลงในระยะเวลาอันสั้น แม้ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นในช่วงแรกจากความตื่นตระหนกของตลาด แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และราคาพลังงานมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ค่อนข้างเร็ว และเขายังมองว่านี่คือฉากทัศน์ที่ดีที่สุดต่อทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในภาพรวม ฉากทัศน์ที่สองคือ ‘ยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง’ กล่าวคือสงครามดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน แต่ไม่ได้ขยายความรุนแรงไปสู่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเขายกตัวอย่างว่า แม้ในปัจจุบันช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดชั่วคราว แต่หากไม่มีความเสียหายต่อระบบขนส่งน้ำมัน เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย การส่งออกพลังงานก็สามารถกลับมาได้ค่อนข้างรวดเร็ว กล่าวคือตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐานยังคงอยู่ การฟื้นตัวของตลาดพลังงานจะเกิดขึ้นได้เร็ว ฉากทัศน์ที่สามคือ ‘ยืดเยื้อและรุนแรง’ ซึ่งฉากทัศน์ดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุด เพราะเป็นสงครามที่ลากยาวและมีการโจมตีหรือทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง ซึ่งอาจทำให้การผลิตและการขนส่งน้ำมันหยุดชะงักเป็นเวลานาน และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงต่อเนื่องและกระทบเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง นอกจากนี้ พิพัฒน์ยังวิเคราะห์มิติทางการเมืองระหว่างประเทศเพิ่มเติมว่า ยิ่งสงครามยืดเยื้อมากเท่าไรก็ยิ่งส่งผลต่อแรงกดดันทางการเมืองภายในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะต่อความนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีแรงจูงใจที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว “วันนี้ทรัมป์ต้องหาทางประกาศว่าภารกิจลุล่วงให้เร็วที่สุดและต้องลดราคาน้ำมันให้ได้ เพราะฉะนั้นทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิสราเอลเองก็ได้รับแรงกดดัน ขณะที่อิหร่านมีแรงจูงใจจะยืดสถานการณ์ให้นานที่สุดและพยายามต่อรองผ่านการเจรจา ทำให้เกมการเมืองระหว่างประเทศยังหาจุดร่วมได้ยาก” พิพัฒน์อธิบาย หากกล่าวโดยสรุป พิพัฒน์ชี้ว่าทิศทางของสงครามไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านความขัดแย้งโดยตรงเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่า สงครามจะกระทบต่อโครงสร้างพลังงานโลกมากเพียงใด ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดต่อราคาพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ทางเลือกด้านพลังงาน คือ ‘ทางรอด’ ในระยะยาว รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง จึงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เขามองว่าเมื่อประเทศไทยนำเข้าน้ำมันเข้ามาแล้ว โครงสร้างราคาพลังงานภายในประเทศกลับไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากรัฐยังคงใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันบางประเภท โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ขณะที่น้ำมันเบนซินกลับต้องแบกรับต้นทุนมากกว่า ส่งผลให้โครงสร้างราคาพลังงานบิดเบือน และทำให้ประเทศไทยไม่ได้เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) สำหรับทางเลือกพลังงานอื่นๆ มากนัก เช่น การเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรถโดยสารสาธารณะที่ใช้พลังงาน LNG พลังงานไฮโดรเจน หรือแม้แต่พลังงานไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ รักไทยจึงมองว่าการอุดหนุนราคาพลังงานของประเทศไทยไม่ควรเป็นการอุดหนุนแบบรวมทั้งระบบ แต่ควรออกแบบให้เป็น ‘การอุดหนุนแบบเฉพาะภาคส่วน’ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคที่จำเป็น เช่น ระบบขนส่งสาธารณะหรือโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม เขาประเมินว่า ราคาน้ำมันโลกอาจไม่ได้ปรับตัวสูงไปกว่านี้มากนัก โดยอธิบายผ่านแนวคิดที่เรียกว่า ‘ทฤษฎีจุดสูงสุดฮับเบิร์ต’ (Hubbert Peak Theory) ซึ่งถูกเสนอขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งแนวคิดนี้ชี้ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมักถูกจำกัดเพดานไว้ราว 100-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า หากราคาน้ำมันแตะหรือทะลุระดับประมาณ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป อาจทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มปรับตัว ลดการใช้น้ำมัน และเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เช่น กลุ่มประเทศองค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (Organization of the Petroleum Exporting Countries : OPEC) มักไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันทะลุเพดานดังกล่าว ในอีกด้านหนึ่ง รักไทยมองว่า ประเทศไทยยังมีความเปราะบางด้านพลังงานอยู่มาก โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่พลังงานบริเวณอ่าวไทยที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรพลังงานจำนวนมาก และประเทศไทยก็มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว หากสามารถพัฒนาแหล่งพลังงานในพื้นที่ดังกล่าวได้ ก็อาจช่วยต่อยอดความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศไทยต้องหันไปพึ่งพิงอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญคือ ‘พื้นที่ฝั่งอันดามัน’ ซึ่งมีศักยภาพด้านทรัพยากรพลังงานเช่นกัน โดยมีตัวอย่างอย่างอินโดนีเซียที่เพิ่งค้นพบแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ในบริเวณเดียวกัน จึงอาจเป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญในอนาคต อย่างไรก็ตาม การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3-5 ปี จึงจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างจริงจัง ในระยะยาว เขามองว่าประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาการนำเข้าพลังงานได้ตลอดไป แต่ควรลดการนำเข้าและใช้ช่วงเวลานี้วางแผนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น “ประเทศที่สามารถจัดหาทรัพยากรพลังงานได้อย่างหลากหลายคือประเทศที่มีทางรอด ไม่ว่าจะเป็นไฮโดรเจน LNG หรือ SMR ทุกวันนี้หากถามว่ายังมีประเทศที่พึ่งพาถ่านหินหรือไอน้ำอยู่หรือไม่ ก็ยังมีอยู่ แต่ก็ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนว่าการกระจายพอร์ตพลังงาน (diversify energy portfolio) จะทำให้ประเทศสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว” รักไทยกล่าว ภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน รักไทยชี้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งคือ ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยแทบไม่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงาน ดังนั้น แนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดไม่ใช่การพยายามแข่งขันด้านทรัพยากรฟอสซิล แต่คือการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง เขายกตัวอย่างกรณีของประเทศสเปน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดสเปนจึงสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา คำตอบสำคัญคือเนื่องจากสเปนพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูงทำให้มีความเสี่ยงจากตลาดพลังงานโลกน้อยกว่าและมีอิสระเชิงนโยบายมากขึ้น รักไทยจึงมองว่า ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย โดยประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงย่อมมีข้อจำกัดในการกำหนดท่าทีทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เขาเสนอว่า ประเทศไทยควรปรับแนวคิดนโยบายพลังงานใหม่ จากเดิมที่เน้นการอุดหนุนราคา (subsidy) เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น ไปสู่การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สร้างความมั่นคงในระยะยาวแทน โดยในมุมมองของเขา การอุดหนุนราคาพลังงานอาจช่วยลดแรงกดดันเฉพาะหน้าได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า เพิ่มเสถียรภาพด้านราคา และเสริมความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ถอดโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าท่ามกลางความผันผวนของราคา LNG ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende เริ่มต้นอธิบายผ่านการวิเคราะห์ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดเอเชีย เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุใดวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 จึงส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงมากกว่า โดยเฉพาะต่อค่าไฟฟ้าซึ่งในปีดังกล่าวพุ่งขึ้นไปถึง 4.72 บาทต่อหน่วย โดยถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เธออธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้ว ตลาดของ LNG จะมีลักษณะเป็นวัฏจักร กล่าวคือราคามีช่วงขึ้นและลงสลับกัน โดยเมื่อราคาสูง ผู้ผลิตจะเร่งขยายกำลังการผลิต ส่งผลให้อุปทานเพิ่มขึ้นจนล้นตลาดและทำให้ราคาปรับลดลง ขณะที่เมื่อราคาต่ำ ความต้องการซื้อจะเพิ่มขึ้น ทำให้ราคากลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอีกครั้ง กลไกตลาดจึงหมุนเวียนเช่นนี้มาโดยตลอดก่อนทศวรรษ 2020 ศุภวรรณยกตัวอย่างว่า ในอดีตเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งหรือวิกฤตการเงินโลก ราคาพลังงานมักปรับตัวลดลง เนื่องจากอุปสงค์พลังงานหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่วิกฤตปี 2022 ซึ่งเกิดจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนมีความแตกต่างออกไป เพราะยุโรปซึ่งเคยพึ่งพาก๊าซจากรัสเซียหันมาซื้อ LNG จากตลาดโลกจำนวนมาก ส่งผลให้อุปสงค์ของราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงอย่างมีนัยสำคัญ และดันราคา LNG ในเอเชียขึ้นไปแตะประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เมื่อราคาพุ่งสูง ประเทศผู้ผลิตอย่างสหรัฐอเมริกาและกาตาร์จึงเร่งขยายกำลังการผลิต จนปลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีการคาดการณ์ว่าอุปทาน LNG อาจล้นตลาด และมีการประเมินว่าราคา LNG ในช่วงปี 2026-2030 อาจอยู่ต่ำกว่า 11-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ทว่า ภายหลังจากที่เกิดความตึงเครียดในพื้นที่ตะวันออกกลาง ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า LNG ได้ปรับขึ้นจากระดับประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูไปแตะราว 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนว่าวิกฤตพลังงานในทศวรรษนี้อาจรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากกว่าที่ผ่านมา ศุภวรรณชี้ให้เห็นว่า ในปัจจุบันความเสี่ยงด้านพลังงานไม่ได้มาจากวัฏจักรตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และภูมิอากาศ เช่น ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของ LNG จากตะวันออกกลางมายังเอเชีย หรือแม้แต่ภัยแล้งที่คลองปานามาซึ่งอาจทำให้การขนส่ง LNG จากสหรัฐอเมริกามีต้นทุนสูงขึ้นในอนาคต ด้วยเหตุนี้ แบบจำลองหรือการคาดการณ์ที่ใช้วางแผนค่าไฟฟ้าและนโยบายพลังงานของไทยในอนาคต จำเป็นต้องคำนึงถึง ปัจจัยเสี่ยงนอกเหนือจากวัฏจักรตลาดแบบเดิม เพราะเมื่อเกิดวิกฤต ราคาพลังงานอาจไม่ได้เพิ่มเพียงร้อยละ 10-20 แต่สามารถพุ่งขึ้นรุนแรงได้ เช่น ในปี 2022 ที่ราคา LNG เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 187 ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงเป็นประวัติการณ์ และทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สะสมหนี้กว่าแสนล้านบาท ซึ่งแม้จะมีการตรึงราคาไฟฟ้าไว้ แต่ภายใต้โครงสร้างปัจจุบัน ภาระดังกล่าวยังมีแนวโน้มถูกส่งผ่านกลับมายังค่าไฟในอนาคต อย่างไรก็ตาม ศุภวรรณชี้ว่าแม้ผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้อาจไม่รุนแรงเท่าปี 2022 ซึ่งมีแรงกดดันจากอุปสงค์ยุโรปเป็นปัจจัยหลัก แต่จนถึงปี 2030 ยังมีความเสี่ยงจำนวนมากที่อาจไม่ได้ถูกนำมาคำนวณในการวางแผนพลังงานของประเทศ สาเหตุสำคัญที่ไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคา LNG คือ โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูง ปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้า LNG ประมาณร้อยละ 30 ของการใช้ทั้งหมด โดยในปี 2022 ประเทศไทยนำเข้าราว 8.5 ล้านตัน และในปีนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12 ล้านตัน หมายความว่าการพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้หากมีการนำเข้าพลังงานที่มากขึ้นก็ยิ่งทำให้ความเสี่ยงจากราคาตลาดโลกสูงขึ้นตามไปด้วย “ความท้าทายสำคัญคือ หลังจากนี้ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าราคาพลังงานโลกจะเป็นเท่าใด หรือวิกฤตใหม่จากสงคราม การเมือง การค้า หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเมื่อใด” ศุภวรรณกล่าว นอกจากนี้อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญของประเทศไทยคือ แม้ว่าสัดส่วนการนำเข้า LNG ของไทยในปัจจุบันจะเพิ่มจากประมาณร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 33 เท่านั้น แต่ความเสี่ยงในระยะยาวอาจสูงขึ้น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องและสัญญานำเข้าก๊าซจากเมียนมาก็กำลังใกล้หมดอายุ ส่งผลให้ภายในปี 2030 สัดส่วนการนำเข้า LNG อาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 ของการใช้ทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของนโยบายพลังงานไทยว่า ประเทศจะสามารถหาแหล่งพลังงานใหม่หรือปรับโครงสร้างพลังงานอย่างไรให้สามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกในอนาคต เปลี่ยนวิกฤตในตะวันออกกลางให้กลายเป็นโอกาสของปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย มองว่า แม้ว่าภาคธุรกิจจำนวนมากจะกังวลว่าสงครามครั้งนี้อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตดังกล่าวอาจกลายเป็น ‘โอกาส’ ครั้งสำคัญของประเทศไทยได้เช่นกัน และเป็นช่วงเวลาที่ต้อง ‘วัดใจ’ ผู้กำหนดนโยบายว่าจะยอมเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือไม่ เขาอธิบายว่า แนวทางแก้ปัญหาแบบเดิมที่เน้นเพียงการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในระยะยาว เพราะสิ่งที่ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบมากที่สุดไม่ใช่เพียงราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่คือความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งทำให้การวางแผนธุรกิจทำได้ยาก ความไม่แน่นอนจึงกลายเป็นต้นทุนที่รุนแรงที่สุดสำหรับภาคเอกชน ด้วยเหตุนี้ อาทิตย์จึงเสนอว่า ประเทศไทยควรใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นจังหวะในการปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ และใช้เป็น ‘ข้อต่อรอง’ เพื่อผลักดันการปฏิรูปที่พูดถึงมานานแต่ยังไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เข้าถึงได้ และการรักษาสิ่งแวดล้อม “เราต้องนิยามคำว่า ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ใหม่แล้ว ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบหนักมากจากความไม่มั่นคง เพราะในอดีตเรามักนิยามว่าถ้าไฟไม่ดับหรือไฟฟ้านิ่งก็ถือว่ามีความมั่นคงทางพลังงาน แต่วันนี้เราต้องนิยามใหม่ทั้งหมด เพราะภาคธุรกิจต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น กลาง และยาวเพื่อผ่านวิกฤตครั้งนี้” อาทิตย์กล่าว เขาย้ำว่า ในปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างต้นทุนพลังงานกับความมั่นคงด้านพลังงานอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีและโครงสร้างต้นทุนในปัจจุบันทำให้สามารถออกแบบระบบพลังงานที่มีความมั่นคง ราคาไม่สูงเกินไป และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน “วันนี้เรามีความหวังมากพอสมควรที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ เว้นเสียแต่ว่าผู้ที่เข้ามาดูแลประเทศจะยังคงผลักดันแนวทางนี้ต่อไป หากแนวคิดเหล่านี้ถูกผลักออกจากโต๊ะก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะวันนี้เรามาไกลพอสมควรที่จะปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศครั้งใหญ่ได้แล้ว” อาทิตย์กล่าวย้ำ สำหรับมาตรการระยะสั้นที่ภาคธุรกิจต้องการเห็นมากที่สุดคือ ความชัดเจนและความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างพลังงาน รวมถึงการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการ ตัวอย่างเช่น กฎหมายผังเมืองหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งในหลายพื้นที่ยังเป็นข้อจำกัดที่ทำให้โครงการพลังงานสะอาดไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเขามองว่าประเทศไทยยังมีกฎหมายและกฎระเบียบจำนวนมากที่ทำหน้าที่เป็น ‘พันธนาการ’ ต่อภาคธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวหรือหาแนวทางลดต้นทุนพลังงานเพื่อประคองธุรกิจในระยะสั้นได้

เครดิตแหล่งที่มา

the101.world คุณศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา

อ่านบทความต้นฉบับ →

Original reporting by NewsFresh.

เผยแพร่ครั้งแรก: March 16, 2026

แชร์: ปุ่มแชร์ (จะเพิ่มในภายหลัง)