เทคโนโลยี
ไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตพลังงานราคาแพงต่อเนื่องอย่างน้อย 1–2 ปี
ไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตพลังงานราคาแพงต่อเนื่องอย่างน้อย 1–2 ปี
Associated Press March 30, 2026 at 10:24 AM
11 ครั้ง
ไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตพลังงานราคาแพงต่อเนื่องอย่างน้อย 1–2 ปี เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นหรือแหล่งก๊าซ ต้องใช้เวลาฟื้นฟู ในสถานการณ์เลวร้าย หากไม่มีการอุดหนุน ราคาน้ำมันในประเทศอาจแตะระดับ 50 บาทต่อลิตร
ทางรอดในระยะยาวไม่เพียงประชาชนต้องปรับพฤติกรรมประหยัดพลังงาน แต่โครงสร้างพลังง่านประเทศในแผนPDP ต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน แสงอาทิตย์ พลังงานลม และเร่งเร่งสำรวจแหล่งแก๊สธรรมชาติฝั่งอันดามัน พึ่งพาตัวเองให้ได้ 80 %
แนะทางเลือกพลังงานไฮโดรเจนสำหรับภาคขนส่ง และโรงงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR ) เพื่อความมั่นคงพลังงานในอนาคต
ความขัดแย้งในสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของไทยที่ต้องพึ่งพาและนำเข้าน้ำมันเกือบเต็มรูปแบบ ทางรอดไม่เพียงการปรับตัวประหยัดพลังงานของประชาชน หากต้องเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดการนำเข้า พึ่งพาพลังงานทดแทนในประเทศมากขึ้น
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูมิรัฐศาสตร์ หรือความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่กำลังสร้างวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ และกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“วิกฤตพลังงาน”ในครั้งนี้อาจจะลากยาวไปนานกว่า 2-3 ปี ประเทศไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร หากโครงสร้างพลังงานยังเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ เราจะเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานให้เป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานในประเทศได้อย่างไร
การพลิกวิกฤตเพื่อสร้างโอกาสจะทำได้หรือไม่ “ Policy Watch ThaiPBS” ได้พูดคุยกับ รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงทางรอดในการปรับตัวลดการพึ่งพาพลังงานในต่างประเทศจะทำได้อย่างไรบ้าง
รักไทย บอกว่าก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างพลังงานไทย ซึ่งต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเป็น “ประเทศนำเข้าพลังงาน” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้ามากกว่า 90% ขณะที่กำลังการผลิตในประเทศอยู่เพียงประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ความต้องการใช้งานกลับพุ่งสูงเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยหนึ่งบาร์เรลเท่ากับ 159 ลิตร
แม้ไทยจะมีศักยภาพด้านการกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศ แต่ในเชิงโครงสร้าง เรายังต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลักอยู่ดี เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติ แม้จะมีการผลิตจากอ่าวไทยราว 60–70% แต่ก็ยังต้องนำเข้า LNG เพิ่มเติม โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง
สงครามตะวันออกกลาง สะเทือนโครงสร้างพลังงาน
ความเปราะบางนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ซึ่งเคยมีปริมาณการขนส่งสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในบางช่วงลดลงเหลือเพียง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือหายไปกว่า 75%
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมัน แต่ลุกลามเป็นลูกโซ่ไปสู่ค่าไฟฟ้า ราคาปุ๋ย ต้นทุนการผลิต และสุดท้ายคือค่าครองชีพของประชาชน
ราคาน้ำมัน: ผันผวนแต่ยังมี “เพดาน”
แม้ราคาน้ำมันจะขึ้นลงตามสถานการณ์โลก แต่ก็ไม่ได้ไร้ทิศทาง จากบทเรียนในอดีต ตั้งแต่สงครามอิรักในปี1990 ไปจนถึงการปฏิวัติพลังงาน Shale Oil และ Shale Gas ของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันมักเคลื่อนไหวในกรอบไม่เกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อาจสูงสุดราว 130–140 ดอลลาร์)กล่าวได้ว่า แม้ราคาจะผันผวน แต่ยังพอคาดการณ์กรอบราคาได้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายังถูก “จำกัด” ได้แก่
หากราคาสูงเกินไป ผู้บริโภคจะหันไปใช้พลังงานทางเลือก
กลุ่มผู้ผลิต เช่น OPEC ไม่ต้องการสูญเสียส่วนแบ่งตลาด
สหรัฐฯ สามารถเพิ่มกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas เพื่อกดราคาได้
“ความหมายของผมคือแม้ว่าราน้ำมันผันผวนจริงแต่เรารู้ว่ามันจะไม่เกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะในเชิงปิโตรเลียม การที่ราคาน้ำมันสูงจากตรงนั้น มันจะทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวรไปเป็นใช้พลังงานทดแทนเต็มตัว ซึ่งกลุ่มโอเปก (OPEC) หรือกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เพราะว่ารายได้ของเขาก็มาจากการส่งออกน้ำมัน”
พลังงานแพง: ไม่ใช่แค่ “ขึ้น” แต่ “อยู่นาน”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “น้ำมันจะแพงหรือไม่” แต่คือ “จะแพงนานแค่ไหน” คำตอบของ ดร.รักไทย คือ ไทยอาจต้องเผชิญพลังงานราคาแพงต่อเนื่องอย่างน้อย 1–2 ปี เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นหรือแหล่งก๊าซ ต้องใช้เวลาฟื้นฟู ซึ่งในสถานการณ์เลวร้าย หากไม่มีการอุดหนุน ราคาน้ำมันในประเทศอาจแตะระดับ 50 บาทต่อลิตร
“ราคาน้ำมันอาจจะเตะได้ถึง 50บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ออกมาคาดการณ์ทำให้คาดว่าไทยยังต้องเผชิญพลังงานแพงอย่างน้อย 1–2 ปี เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะการทำลายโรงกลั่น และทำลายแหล่งแก๊สต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ เราจะเห็นราคาน้ำมันแพง 90 เหรียญต่อบาร์เรลอีกหลายปี”
นโยบายรัฐที่ต้องรับวิกฤตพลังงานระยะสั้น
รักไทย เสนอนโยบายรัฐที่ต้องแก้ปัญหาในระยะสั้น โดยการนำเอา 3 ระเบียบหลักมาใช้ได้ทันที โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องมีอำนาจเต็ม
ระเบียบแรก : พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516
เป็นกฎหมายฉุกเฉินที่ตราขึ้นเพื่อรับมือวิกฤตการณ์น้ำมันโลก โดยให้อำนาจรัฐบาลควบคุมการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย และกำหนดราคาพลังงาน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ สามารถสั่งห้ามส่งออกน้ำม้นได้ทันที
ระเบียบที่สอง : พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ 2542
รัฐบาลสามารถควบคุมน้ำมันจากหัวจ่าย โดยต้องรายงานรัฐบาล เช่น การส่งน้ำมันจากหัวจ่าย หรือการส่งออกนอกประเทศต้องไม่มีมิเตอร์ต้องเป็นศูนย์ โดยต้องเปิดเผยมิเตอร์ดังกล่าวให้ประชาชนรับทราบโ แต่ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้เรายังไม่มีการเปิดเผย
ระเบียบที่สาม : ต้องปรับกองทุนน้ำมัน เพราะกองทุนตั้งมาเมื่อปี 2520
กองทุนน้ำมันในวันนี้อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ กับสถานการณ์ระยะยาว เพราะว่ากงอทุนน้ำมันเราออกแบบมาเพื่อระยะสั้น
“กองทุนน้ำมันเราขาดทุนอยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ขาดทุนประมาณ 2.000 ล้านบาทจากการสนับสนุนราคา 20 บาทต่อลิตร ประเทศไทยใช้ดีเซล 60 ล้านลิตร เบนซิน 30ล้านลิตร และที่เหลือเป็นน้ำมันประเภทอื่นๆ”
ไม่เห็นด้วยรัฐปล่อยราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท
แม้จะไม่เห็นด้วยกับการนำเงินกองทุนน้ำมันไปสนับสนุนด้านราคา แต่ไม่เห็นด้วยกับ การจัดการน้ำมัน บริหารจัดการรัฐขึ้นราคาพรวดไป 6บาท เพราะเกิดผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก และอาจทำให้เกิดการกักตุน
“ การขึ้นราคาพรวดทำให้เกิดการกักตุนเพราะรู้ก่อนซื้อมาก็กำไรทันทีเลย น้ำมันเหล่านี้กว่าจะมาถึงเรา 30-60 วัน ซึ่งหมายถึงเขาซื้อมาอีกราคาหนึ่ง การปรับขึ้นพรวดเดียวทำให้ได้กำไรทันที ดังนั้น รัฐควรใช้อำนาจให้ผู้ค่าเปิดเผยข้อมูลมิเตอร์ และราคาต้นทุนน้ำมันหน้าปั้มเพื่อให้รู้ว่าเป็นน้ำมันเก่าหรือน้ำมันใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้สามารถขายเกินราคาได้”
รักไทย กล่าวว่า ถ้าผู้ค้าซื้อน้ำมัน มาตรา10 มาตรา 11 ผู้ค้ามาตรา 7 มีอยู่แล้วมิเตอร์รัฐสามารถสั่งให้เปิดเผยข้อมูลได้ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือการเปิดเผยมิเตอร์น้ำมัน สามารถรับรู้ต้นทุนราคาน้ำมันนำเข้ามาเมื่อไหร เป็นน้ำมันเก่าหรือใหม่ในช่วงราคาไหน โดยควรจะเปิดเผยแบบเรียลไทม์ ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้อำนาจสั่งได้เลย
ทั้งนี้ผู้ค้าน้ำมัน ตามพระราชบัญญัติ การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ดังนี้
ผู้ค้ามาตรา 7
ต้องเป็นผู้ที่ซื้อขายน้ำมันรายใหญ่ ๆ ที่มีปริมาณการค้าน้ำมันปีละหนึ่งแสนเมตริกตันขึ้นไป และปัจจุบันมีถึง 54 รายในประเทศ
ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10
ผู้ประกอบการ ที่ทำการค้า / จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีปริมาณตั้งแต่ 30,000 เมตริกตันขึ้นไป (36 ล้านลิตร โดยประมาณ) แต่ไม่เกิน 100,000 เมตริกตัน/ปี (120 ล้านลิตร โดยประมาณ) หรือ มีถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด หรือรวมกันทุกชนิด เกิน 200,000 ลิตรขึ้นไป และเมื่อได้จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แล้ว จะมีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลปริมาณการจัดหา จำหน่าย และคงเหลือ ในแต่ละเดือน ตามแบบฟอร์มที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด รวมทั้งต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี ตลอดเวลาที่ยังประกอบกิจการ
ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 11
ผู้ประกอบการที่จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจัดตั้งเป็นสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ประชาชนโดยวิธีเติมหรือใส่ลงในที่บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงของยานพาหนะ
กองทุนน้ำมัน: เครื่องมือเก่าในโลกใหม่
กลไกสำคัญที่ไทยใช้มาอย่างยาวนานในการบริหารต้นทุนพลังงาน คือ “กองทุนน้ำมัน” ซึ่งออกแบบมาตั้งแต่ปี 2520 เพื่อพยุงราคาในระยะสั้น
แต่เมื่อวิกฤตยืดเยื้อ เครื่องมือนี้กลับกลายเป็นภาระทางการคลังที่มีหนี้สะสมจำนวนมาก และเริ่มไม่ตอบโจทย์โลกพลังงานยุคใหม่
“ กองทุนน้ำมันเกิดขึ้นมากว่า 50 ปีแล้ว ผมคิดว่าสถานการณ์เปลี่ยน บางนโยบายต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน เพราะกองทุนน้ำมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสถานการณ์ระยะยาว เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตตะวันออกกลางจะเป็นสงครามยืดเยื้อเป็นปี เพราะฉะนั้นกองทุนน้ำมันอาจจะไม่เหมาะสมแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ยอมรับความจริงว่าต้องปล่อยราคาน้ำมันขึ้น”
ข้อเสนอสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “คงไว้” แต่ต้อง “ปรับบทบาท”
ลดการแทรกแซงราคาพลังงาน
เปลี่ยนกองทุนเป็นเครื่องมือสนับสนุนพลังงานทดแทน
อุดหนุนแบบเจาะกลุ่ม เช่น เกษตรกรและภาคขนส่ง
ดร.รักไทย เห็นว่า กองทุนน้ำมันเราขาดทุนอยู่ประมาณ 3 หมื่นล้าานบาท ขาดทุนประมาณ 2000 ล้านบาทจากการสนับสนุนราคา 20 บาทต่อลิตร ประเทศไทยใช้ดีเซล 60 ล้านลิตร เบนซิน 30ล้านลิตร และที่เหลือเป็นน้ำมันประเภทอื่นๆ
“การปรับกองทุนน้ำมันโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับนโยบายอุดหนุน แต่ควรจะใช้สนับสนุนมากกว่าลดการแทรกแซง แต่ถ้าเราต้องการอุดหนุน เราอาจจะเพิ่มสัดส่วนไปสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน หรือพลังงานทดแทนมากขึ้น”
ความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานที่พึ่งพาต่างประเทศแบบเต็มรูปแบบ ทำให้เมื่อเกิดความไม่มั่นคง จึงสะเทือนกับห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศเกือบทุกมิติ ทั้งอาหาร ,ราคาปุ๋ย ,ราคาสินค้า และอื่นๆ ที่ปรับเพิ่มขึ้น
ดังนั้นการเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานจึงเป็นคำตอบในระยะยาว แม้ในระยะสั้นสำหรับประชาชน คงทำอะไรมากไม่ได้ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น และหนีไม่พ้นช่วยเหลือตัวเองไปก่อน คือประหยัดพลังงาน ขณะที่รัฐบาลต้องช่วยสนับสนุนเป็นกลุ่มๆ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ประมงเพราะต้นทุนเพิ่ม
ทางรอดเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน “ลดการพึ่งพา”
รักไทย บอกว่า ไทยยังต้องเผชิญต่อวิกฤตพลังงานหากยังเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ซึ่งหากต้องการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส อาจต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาเคยทำเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลังจากที่อเมริกาก็เป็นประเทศนำเข้าพลังงาน ทำให้เขาทุ่มเทวิจัยจนพบแหล่งน้ำมันจากหิน shale oil / Shale Gas จนกลายเป็นประเทศส่งออกพลังงาน
ขณะเดียวกันไทย ยังเป็นประเทศนำเข้าพลังงาน ถ้าเราจะลดความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงานเราต้องไปพึ่งพาพลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือ อื่นๆ ในสัดส่วนที่มากขึ้นประมาณ 50-60 % ถ้าพลังงานทดแทนเรามากขึ้นเราอาจจะมีความมั่นคงพลังงานมากขึ้น
แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีศักยภาพและพยายามเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน แต่การเปลี่ยนผ่านยังค่อนข้างล่าช้า ในขณะที่หลายประเทศสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดไปถึง 50–80%
พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพียง 20–30%
กฎระเบียบยังเป็นอุปสรรค เช่น โซลาร์เสรี หรือ Direct PPA ยังไม่เกิดขึ้นจริง
ภาคขนส่งยังพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก ยังไม่เปลี่ยนผ่านไปใช้รถ EVมากนัก
พลังงานทดแทน: ไม่ใช่อนาคต แต่คือ “ปัจจุบัน”
การพึ่งพาพลังงานทดแทนในประเทศเพิ่มมากขึ้น จึงน่าจะเป็นทางออกที่สำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกกำลังกลายเป็นคำตอบที่จับต้องได้
โซลาร์เซลล์มีต้นทุนลดลงอย่างมาก ราคาต่อหน่วย
รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มถูกใช้งานจริงในภาคธุรกิจ
LNG และไฮโดรเจนเป็นทางเลือกใหม่ของภาคขนส่ง
“ประเทศไทยเองมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง และยังมีโอกาสพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง ขณะที่ราคาพลังงานทดแทนราคาต่อหน่วยอาจจะแพงกว่าแก๊ส แต่ถูกกว่าน้ำมันในปัจจุบันแน่นอน เพราะต้นทุนโซลาร์เซลล์ราคาไม่ถึง 2 บาทต่อวัตต์”
ปลดล็อกนโยบาย: เปิดทางการแข่งขันพลังงาน
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือโครงสร้างตลาดพลังงานที่ยังจำกัดในหลายประเทศ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง ทำให้เกิดการแข่งขันและเร่งการใช้พลังงานสะอาด แต่ในไทย ระบบยังมีลักษณะกึ่งผูกขาด หากต้องการเร่งการเปลี่ยนผ่านรัฐจำเป็นต้อง “เปิดทาง” มากกว่า “ควบคุม” เช่น
เปิดให้ประชาชนผลิตและขายไฟฟ้าได้
สนับสนุนการทำสัญญาซื้อขายไฟโดยตรง (Direct PPA)
สร้างการแข่งขันในตลาดพลังงาน
ปรับแผน(PDP) เพิ่มพลังงานทดแทน ก่อนจะสายเกินไป
การปรับแผนพลังงานของประเทศ (PDP)2026 จำเป็นต้องสอดรับกับโลกที่เปลี่ยนไป โดยอาจต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนมากขึ้น ดังนี้
เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเป็น 60–70%
ผลักดันพลังงานไฮโดรเจนในภาคขนส่ง
ทดลองใช้ SMR (นิวเคลียร์ขนาดเล็ก)
เร่งสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ในประเทศ
“ประเทศที่มีความมั่นคงทางพลังงาน ประเทศนั้นมีเสถียรภาพ ซึ่งหากมองกลับไปมีประเทศที่ไม่สนใจ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของทัมป์เลย คือ สเปน เพราะสัดส่วนพลังงานของประเทศเขามีประมาณ 80 % เป็นพลังงานทดแทน ถ้าเราอยากมีความมั่นคงในประเทศ หรือความมั่นคงในระดับโลกเราต้องเสนอภาพรวมพลังงานทั้งประเทศ จึงถึงเวลานโยบายที่ต้องหันมาพูดถึงพลังงานทดแทนมากขึ้น และเร็วขึ้น”
รักไทย มองว่า แผนPDP 2026 ที่กำลังร่างกันอยู่ อาจจะต้องปรับจากเหตุการณ์นี้ให้มีสัดส่วนพลังงานทดแทนมากขึ้น อาจะมากถึง 60-70 % และลองมอง เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่ยังพูดถึงน้อยในภาคขนส่งขน
ขณะที่อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือ การทดลองใช้ SMR หรือ นิวเคลียร์ขนาดเล็ก จะเป็นการตอบโจทย์ เพราะมีความมั่นคงทางด้านพลังงานมากกว่าแสงอาทิตย์ และไม่ใช่โรงงานนิเคลียร์ขนาดใหญ่ที่เรากลัวกัน ทำให้สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ง่ายกว่า
ส่วนเรื่องแก๊สธรรมชาติ ต้องพึ่งพาในประเทศ โดยอาจจะต้องสำรวจแหล่งแก๊สธรรมชาติ ฝั่งอันดามันมากขึ้น เพราะพิสูจน์มาแล้วว่า เมื่อไม่นานมานี้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พบแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ แม้ที่ผ่านมาไทยเคยสำรวจมาบ้างแล้ว แต่เทคโนโลยีในการสำรวจที่พัฒนามากขึ้น อาจเป็นโอกาสให้เกิดการสำรวจและศึกษาอีกครั้งเพื่อเปิดสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมใหม่
“ถ้าเรามีสัดส่วนพลังงานทดแทน 60 % ผลิตแก๊สธรรมชาติในประเทศ 30 % ถ้ามีสัดส่วนพลังงานที่พึ่งตัวเองได้ประมาณ 80 % เราจะเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางน้ำมัน เป็นทางเลือกในระยะยาว และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความมั่นคงพลังงาน”
วิกฤตที่เป็น “โอกาสสุดท้าย”
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่พลังงาน → ไฟฟ้า → การผลิต → ราคาสินค้า → เงินเฟ้อ ตราบใดที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้า ความเสี่ยงนี้ก็จะยังคงอยู่ ดังนั้น ไม่ใช่แค่ “ตรึงราคา” แต่ต้อง “เปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน”
แม้ ประเทศไทยอาจไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันโลกได้ แต่สามารถกำหนด “โครงสร้างพลังงาน” ของตัวเองได้ คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่ว่า น้ำมันจะขึ้นอีกแค่ไหน แต่คือ เราจะยังยอมอยู่กับความเปราะบางนี้ หรือจะเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้นเพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่พลังงานถูกที่สุด แต่คือประเทศที่ “มั่นคงที่สุด” ในการพึ่งพาตนเอง
เครดิตแหล่งที่มา
ThaiPBS
อ่านบทความต้นฉบับ →Published with permission from The Associated Press.
เผยแพร่ครั้งแรก: March 28, 2026
แชร์:
ปุ่มแชร์ (จะเพิ่มในภายหลัง)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
การกุศล
อาจารย์ ม.ดัง อาสาช่วย ‘น้องพลอย’ เด็กไร้สัญชาติไปแข่งขันวิทย์ฯโลกที่สหรัฐอเมริกา
Associated Press
1 เดือนที่แล้ว
การกุศล
น้ำใจงดงาม! อาจารย์หนุ่มเสนอช่วย ‘น้องพลอย’ เด็กไร้สัญชาติ หลังวอนขอโอกาสแข่งขันวิทย์ฯที่สหรัฐ...
Associated Press
1 เดือนที่แล้ว
การกุศล
น้องพลอย’ กลั้นน้ำตาไม่ไหว หลายฝ่ายรุมช่วยสัญชาติ-ค่าใช้จ่าย หลายหน่วยงานยื่นมือช่วยเหลือ น้องพลอย สาวน้อยไร้สัญชาติวัย 17 ปี ด้าน อาจารย์ มศว.รู้ข่าวยินดีสนับสนุนค่าใช้จ่าย และหนังสือรับรองให้สถานทูต...
Associated Press
1 เดือนที่แล้ว
การกุศล
อาจารย์มศว. อาสาช่วย “น้องพลอย เด็กนักเรียนหญิงไร้สัญชาติ” ไปแข่งขันวิทยาศาสตร์โลก
Associated Press
1 เดือนที่แล้ว
ยอดนิยม
แนวทางช่วยเหลือ น้องพลอย ไปแข่งวิทย์โลก
48 ครั้ง
เอนเนอร์จี ไทย เทรดดิ้ง ฮับ "ETTH" เตรียม IPO บน LiVE Exchange 10 ล้านหุ้น พร้อมรุกขยายการลงทุนโครงการ Solar PPA
42 ครั้ง
ETTH เตรียม IPO บน LiVE Exchange 10 ล้านหุ้น-รุกขยายลงทุน Solar PPA
30 ครั้ง
ฝันร้ายคนใช้รถ! น้ำมัน +6 บาทต่อลิตร ครั้งแรกในไทย! 📈
30 ครั้ง
ผู้บริหารพลังงานไทยเรียกร้องให้เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ท่ามกลางความเสี่ยงวิกฤตน้ำมันโลก
27 ครั้ง